The Evil Within 2 : Chapter 1 – Into the Flame

The Evil Within 2

เริ่มเกมมา พระเอกของเรา เซบาสเตียน ซึ่งเป็นพระเอกในภาคแรกด้วย เข้ามาเจอกับเหตุการณ์เพลิงไหม้ที่บ้านของตัวเอง ให้เรารีบวิ่งเข้าไปที่บ้าน โดยในระหว่างที่วิ่งเข้าไป เซบาสเตียนก็จะพูดถึงลิลลี่ ลูกสาวของตัวเอง (ที่น่าจะติดอยู่ด้านใน)

ให้เราเดินไปสำรวจที่ประตู แล้วเราก็จะพบว่า เมื่อประตูเปิดแล้ว เราจะไม่สามารถเข้าไปได้ เพราะเปลวไฟที่พุ่งออกมาขวางไว้ ให้เราเดินไปทางขวามือ ตรงจุดที่เป็นกระจก เราจะสามารถหยิบเก้าอี้ที่วางอยู่ใกล้ๆ มาฟาดใส่กระจกให้แตกได้

เมื่อเข้ามาด้านในแล้ว เราจะได้ยินเสียงลูกสาวของเราร้องมาจากด้านบน ให้เราเดินตรงไปข้างหน้าเล็กน้อย แล้วพื้นจะถล่มลงมาขวางทางเราไว้ ให้เราเดินอ้อมไปทางขวามือ แล้วเลี้ยวซ้าย เราจะเจอประตูที่เราสามารถเปิดได้ (ตามรูปด้านบน)

ซึ่งจะเป็นประตูที่เชื่อมกับบันไดทางขึ้นไปชั้นบน เมื่อเราขึ้นมาด้านบนแล้ว เราจะเจอกับไม้ที่ถล่มลงมาขวาง แต่เราจะสามารถลอดผ่านไปได้ (ระบบจะสอนเราเรื่องการคลานลอดไป) เดินต่อเข้าไปเล็กน้อย เราก็จะเจอประตูห้องลูกสาวเรา อยู่ทางซ้ายมือ

เมื่อเข้าไปในห้องลูกสาวเราแล้ว ในตอนแรกเราจะยังไม่เจอลูกสาวเรา แต่สักพักลิลลี่จะเดินออกมาทางด้านหลัง พร้อมบอกกับเราว่า พ่อไม่ได้มาช่วยหนูสักหน่อย แล้วเซบาสเตียนก็จะตื่นขึ้น จากฝันร้าย

** เดาว่าคัทซีนนี้คือ การบ่งบอกว่า แท้จริงแล้ว เซบาสเตียนเข้าไปช่วยลูกไม่ทัน แล้วลูกสาวก็ตายในที่สุด **

เซบาสเตียนจะตื่นขึ้นมาอยู่ในร้านเหล้า พร้อมกับคิดแมน นักสืบสาวผู้ช่วยของเราในภาคแรก ซึ่งตอนนี้เธอได้ไปทำงานให้กับโมเบียส (องค์กรหนึ่งที่ทดลองเกี่ยวกับการสร้างเมืองในจินตนาการ จนเกิดเหตุการณ์หลอนตั้งแต่ภาคแรก)

สาเหตุที่คิดแมนปรากฎตัวต่อหน้าเซบาสเตียนก็เพราะ จะมาบอกว่าแท้จริงแล้ว ลูกสาวของเรา ไม่ได้ตายไปในเหตุการณ์ไฟไหม้ แต่ถูกจัดฉากเพื่อลักพาตัวไป และตอนนี้ก็ยังมีชีวิตอยู่ แต่ลิลลี่กำลังตกอยู่ในอัตราย เลยอยากจะให้เซบาสเตียนไปช่วย จากนั้นจะเกิดเหตุปะทะเล็กน้อย แต่สุดท้ายเซบาสเตียนก็จะถูกคิดแมนจิ้มด้วยยาสลบ แล้วฉากก็จะตัดไป

ฉากตัดกลับมาในตอนที่เซบาสเตียนฟื้นขึ้นมา ในห้องทดลองของกลุ่มโมเบียส เมื่อเราเข้าไปถึงห้องที่มีเครื่องทดลอง ที่เรียกว่า STEM System โดยระบบนี้ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาใหม่ จากเหตุการณ์ที่โรงพยาบาลเบค่อน (สถานที่เกิดเรื่องในภาคแรก) โดยระบบในครั้งนี้ ได้ใช้ตัวลิลลี่ เป็นแกนกลางที่คอยประสานสภาพจิตใต คนในเมืองที่ถูกระบบสเต็มสร้างขึ้นมา

** สรุปง่ายๆก็คือ ลิลี่ถูกจับตัวมาเพื่อเอามาทดลองระบบ STEM system แล้วเกิดผิดพลาด จนต้องให้เซบาสเตียนเข้าไปช่วยนั่นเอง **

โดยสาเหตุที่ครั้งนี้ใช้เป็นเด็กผู้หญิงก็เพราะ ในครั้งที่แล้ว (ภาค 1) ใช้คนไข้จิตเวช หรือคนบ้า เป็นแกนกลาง เลยทำให้เกิดเหตุการณ์ผิดปกติและโศกนาฏกรรม

กลับมาที่ระบบในภาคนี้กันบ้าง เรื่องเกิดขึ้น เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว จู่ๆ ลิลลี่ก็หายตัวไป (ในระบบสเต็ม) แล้วสภาพแวดล้อมในเมืองที่สร้างขึ้น ก็ค่อยๆพังทลายลง ในตอนแรก กลุ่มโมเบียสคิดว่าเป็นความผิดพลาดในระบบ เลยส่งทีมเจ้าหน้าที่ เข้าไปทำการแก้ไข แต่สุดท้ายก็ขาดการติดต่อกับกลุ่มเจ้าหน้าที่ทั้งหมด ไม่พูดพร่ำทำเพลง พระเอกของเราอย่างเซบาสเตียนก็ตกลงที่จะเข้าไปในระบบสเต็ม เพื่อหาตัวลิลลี่และช่วยลูกสาวออกมาให้ได้ โดยมีคิดแมน ที่จะคอยซัพพอตอยู่ที่นี่ แต่คำพูดปริศนาที่จะเป็นเบาะแสในเรื่องนี้ก็คือคำพูดของคิดแมนที่จะพูดว่า มีบางคนรอเราอยู่ที่นั่นด้วย

หลังจากเซบาสเตียนเข้าไปในระบบสเต็มแล้ว ให้เราเดินสำรวจ ในความมืดไปเรื่อยๆ โดยฉากจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ (ไม่ต้องสนใจ เพราะเหมือนจะเป็นการโหลดฉากในเกมนี้) จนเราเจอโต๊ะทำงาน ให้เรารีบวิ่งไปรับโทรศัพท์ที่วางอยู่บนโต๊ะ (ตามรูปด้านบน) ซึ่งโทรศัพท์เครื่องนี้ จะติดตัวเราไปตลอด และจะเป็นช่องทางสื่อสาร ระหว่างเรากับคิดแมนด้วย

หลังจากที่เรารับโทรศัพท์แล้ว ฉากรอบๆตัวเราก็จะเปลี่ยนเป็น ห้องทำงานเก่าของเรา ในสถานีตำรวจ คิดแมนที่อยู่ปลายสาย จะถามเราว่าตอนนี้รู้สึกยังไงบ้าง และจะอธิบายว่า ในตอนนี้เรายังไม่ได้เข้าไปในระบบหลัก และที่นี่ คือเซพโซน ที่สร้างจากความทรงจำของเรา

คิดแมนจะบอกเราต่อว่า ตอนนี้ได้ส่งข้อมูลบางอย่างมาให้เรา ให้เราลองดูว่ามีอะไรแปลกๆไปไหม ในตอนนี้เราจะสามารถบังคับตัวละครของเราได้แล้ว ให้เดินไปสำรวจที่บอร์ด จะมีข้อมูลของเจ้าหน้าที่ที่ถูกส่งมาก่อนหน้านี้ แล้วหายตัวไป เมื่อเซบาสเตียนรายงานให้คิดแมนฟัง เธอก็จะอธิบายต่อว่า หากเราเจอตัวเจ้าหน้าที่ที่ถูกส่งมาก่อนหน้านี้ ให้รีบติดต่อกลับทันที แล้วเราก็จะได้รู้ว่า พื้นที่ที่เกิดเรื่องในภาคนี้ก็คือเมืองที่ชื่อยูเนี่ยน ที่ถูกสร้างขึ้นโดยระบบสเต็มนั่นเอง แต่สุดท้ายเซบาสเตียนจะตอบกลับไปว่า ไม่ใช่หน้าที่ของเค้าที่จะต้องมานั่งหาเจ้าหน้าที่ที่หายตัวไป เพราะตัวเค้าที่เข้ามาในนี้ก็เพื่อหาลิลลี่

จบ Chapter 1 – Into the Flame

Comments

comments

Related posts