Detention – เปิดบันทึกลับของอาเว่ย (Wei’s Notebook)

พอดีวันนี้นึกถึงเรื่องของอาเว่ยได้ บวกกับมีเวลาว่าง เลยอยากจะมานั่งดูรายละเอียด เอกสารต่างๆ ในตอนที่เล่นเป็นอาเว่ยตอนแก่เสียหน่อย โดยในสมุดโน๊ตของอาเว่ยในสมัยแก่นั้น จะประกอบไปด้วยจดหมายและเอกสารต่างๆหลายอย่าง

สำหรับคนที่อยากรู้เนื้อเรื่องก่อนหน้านี้สามารถดูได้จาก

แต่อย่างแรกก่อนจะไปถึงข้อความในเอกสาร ที่บอกว่าวันนี้นึกถึงเรื่องของอาเว่ยขึ้นมาได้ โดยนึกถึงในฉากที่อาเว่ยโดนเพื่อนขังอยู่ในห้องน้ำ (ที่มีไม้กวาดขัดประตูไว้อยู่) พร้อมกับกระดาษที่แปะไว้หน้าห้องว่า ผู้เปิดเผยความลับ

ซึ่งถ้าเรามาคิดถึง ตอนที่เรารู้ว่าอาเว่ยก็แอบชอบเรย์อยู่ และในฉากที่อาเว่ยส่งรายชื่อคนในชมรม (ที่เป็นรูปปืน) ให้กับเรย์แล้ว หากเอาข้อมูลทั้งสองอย่างมาวิเคราะห์ดู บางทีอาเว่ย อาจจะรู้อยู่แล้ว่าคนที่เอารายชื่อไปให้กับนายพลไป๋ คือเรย์ แต่ด้วยความรักที่อาเว่ยมีต่อเรย์ จึงทำให้ตัดสินใจที่จะยอกมรับผิดเอง ในเรื่องที่เป็นคนเอารายชื่อไปเปิดเผย

หากสิ่งที่วิเคราะห์ข้างต้นเกิดเป็นจริงขึ้นมา นั่นเท่ากับจะยิ่งส่งเสริมให้เรย์ ที่มารู้ในตอนหลังว่า อาเว่ยออกรับผิดแทน ก็ยิ่งจะทำร้ายความรู้สึกของเรย์ ให้เจ็บปวดขึ้นไปอีก ว่าทำให้ชายที่ไม่รู้เรื่อง (เปรียบกับผู้บริสุทธิ์ ในตอนที่เราไปปาดคอเพื่อเอาเลือดของผู้บริสุทธิ์มาทำพิธีในพาทแรกนั่นเอง) ต้องมารับผิดชอบกับความผิดที่ตัวเองก่อขึ้น (แถมเป็นความผิดที่เกิดจากอารมณ์ชั่ววูบ จนไม่น่าให้อภัยอีก) ก็ยิ่งเป็นเครื่องตอกย้ำ ให้ความเจ็บปวดมันฝังลึกจนเกินที่จะทน แถมยังต้องวนเวียนอยู่ในเหตุการณ์ต่างๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า โดยไม่สามารถเปลี่ยนอะไรได้เลย (รู้สึกทรมานแทน)

Wei’s Notebook

เอกสารต่างๆ ที่อยู่ในสมุดของอาเว่ย จะขึ้นมาให้เราสามารถอ่านได้ เมื่อเรากำลังจะเดินเข้าไปในหอประชุม (ในเนื้อเรื่องของฉากจบแบบ Good Ending ส่วนในเนื้อเรื่องแบบ Bad Ending นั้น เราจะสามารถอ่านได้จากการเก็บเอกสารต่างๆ ในฉากที่เราผ่าน แต่ข้อมูลในนั้น จะมีไม่ครบเท่ากับเนื้อเรื่องในแบบ Good Ending)

ในขณะที่เรากำลังเดินเพื่อเข้าไปในหอประชุม ให้สังเกตตรงแถบไอเท็มด้านล่าง จะมีรูปสมุดเด้งขึ้นมา (เหมือยระบบจะให้เราอยากอ่าน) เมื่อเปิดสมุดขึ้นมา เราจะได้เจอกับเอกสารต่างๆ (สามารถกดเปลี่ยนหน้าหรือเปลี่ยนเอกสารได้) โดยจะมีเอกสาร ดังนี้

ใบประกาศนิรโทษกรรม (Amnesty Certificate)

รายละเอียดในเอกสาร จะระบุชื่อ เว่ย ชุง ทิง ได้รับการนิรโทษกรรม เนื่องจากกฎอัยการศึก ได้สิ้นสุดลงแล้ว

ชั้นคิดว่า ชั้นจะต้องอยู่ในคุกไปจนตายเสียแล้ว ไม่คิดว่าชั้นจะมีชีวิตอยู่จนถึงวันที่กฎอัยการศึกจะสิ้นสุดลง ทุกๆคนบอกว่าชั้นเป็นเหยื่อของการเมือง สิ่งที่ชั้นได้รับ ถูกเผยแพร่ออกไป วันเวลาที่ชั้นได้รับโทษ มันทำให้ชั้นสูญเสียบางสิ่ง ซึ่งไม่สามารถจะเรียกย้อนคืนมาได้อีก

จดหมายจากทางบ้าน (Letters from Home)

เป็นจดหมายจากพ่อของอาเว่ย ที่จะบอกให้รู้รู้ว่า ถึงพ่อจะป่วยและต้องตายในสักวัน แต่เรื่องที่อาเว่ยต้องเข้าคุก ด้วยเหตุผลทางการเมือง เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยาก และทำร้ายจิตใจของคนเป็นพ่อและแม่มาก แถมแม่ของอาเว่ยก็เป็นโรคที่ไม่มีทางรักษาให้หายได้ พ่อของอาเว่ยก็หวังแค่ ให้แม่ตายโดยไร้ความกังวล ไร้ซึ่งความเจ็บปวด

” ถึงแม้ว่าร่างกายจะถูกขัง แต่จิตใจของลูกก็ยังสามารถไปที่ไหนก็ได้ พ่อต้องการให้ลูกทำจิตใจให้สงบกับสถานการณ์ที่ต้องเผชิญอยู่ ” ดูแลตัวเองด้วย จากพ่อ เจี่ยซิน

สุดท้ายแล้ว แม่ก็ได้จากไป ส่วนพ่อที่รู้สึกไม่ค่อยดี กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ก็หยุดทำงานที่คลินิค (นั่นหมายความว่า พ่อของอาเว่ยเป็นหมอ) พ่อเขียนจดหมายนี้ ด้วยใจที่สงบ ข้อความของพ่อทำให้ชั้นมีกำลังใจ มันทำให้ผ่านช่วงเวลาอันเลวร้ายมาได้

คำสั่งศาล

เอกสารฉบับนี้เรา สามารถเก็บได้ในเนื้อเรื่อง แต่ในฉากจบแบบ Good Ending จะมีเนื้อหาเพิ่มเติมเข้ามาอีก

ในหน้าเนื้อหาเดิม ศาลได้ตัดสินให้อ.ชางที่เป็นผู้นำขบวนการ ชักนำนักเรียน ให้เข้าร่วมกลุ่มต่อต้าน ถูกประหารชีวิต ส่วนอาเว่ยและนักเรียนที่เหลือมีโทษจำคุก 15 ปี ในข้อหาเข้าร่วมขบวนการ

ส่วนในหน้าเพิ่มเติมคือ – 15 ปี ของชั้นถูกพรากไป เพราะกระดาษเพียงไปเดียว ชั้นยังจำได้ดี ถึงวันที่พวกทหารมาเคาะประตูบ้าน และหิ้วชั้นออกไป ต่อหน้าแม่ของชั้น แต่หารู้ไหมว่า นั่นคือครั้งสุดท้ายที่ชั้นได้เห็นหน้าแม่ของชั้น

ข่าวในหนังสือพิมพ์

ไอเท็มนี้ก็จะเป็นอีกชิ้นที่เราเก็บได้ในเนื้อเรื่อง โดยเนื้อหาที่เราจะสามารถอ่านได้ในส่วนของเนื้อเรื่องคือ อ.หยิน ที่สามารถหนีจากโทษประหารชีวิตไปได้ โดยในระหว่างที่ใช้ชีวิตอยู่ในต่างแดน ก็พยายามต่อสู้ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิมนุษยชนและอิสรภาพจาก การเมืองในไต้หวัน แต่อ.หยินก็ตายด้วยโรคมะเร็งปอดเมื่ออายุ 50 ปี ซึ่งสุดท้ายหลังจบเหตุการณ์ต่างๆแล้ว ถึงได้นำอัฐิเธอกลับมายังบ้านที่ไต้หวัน

ในเนื้อหาส่วนใหม่ จะเป็นการบันทึกข้อความโดยอาเว่ยเอง ซึ่งเขียนว่า หลังจากที่ชั้นถูกปล่อยตัว ชั้นก็ไม่ได้ติดต่อกับอ.หยินอีกเลย ในตอนแรกที่ได้ยินข่าวของอ.หยิน ชั้นไม่เชื่อด้วยซ้ำ ที่เธอจากไปด้วยโรคมะเร็งปอด อ.หยินเปรียบเสมือนแม่ของฉันอีกคน หลังจากที่ได้เห็นอัฐิของอ.หยิน ด้วยตาแล้ว ฉันถึงได้รู้สึกว่า ตอนนี้เหมือนชั้นได้สูญเสียคนในครอบครัวของชั้นไปอีกคน

กระดาษโน๊ต

หากใครจำกระดาษโน๊ตนี้ไม่ได้ มันคือกระดาษใบเดียวกับที่เรย์เก็บได้ ในห้องเล่นดนตรี (หลังจากที่เรย์เห็นอาเว่ยเข้าไปเล่นเปียนโน) โดยเนื้อความในส่วนที่เรย์อ่านได้นั้น คือ เรย์ซึ่งเป็นผู้หญิงที่อาเว่ยแอบชอบ เกิดความกลัว จนหนีไป ทิ้งให้อาเว่ยที่กำลังสับสน ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ต่างๆ จนถึงวันที่ได้ออกมาเห็นแสงตะวัน ผู้หญิงที่รัก และอาจารย์ที่เคารพ ก็ได้ไปสวรรค์กันหมดแล้ว ปล่อยให้ชั้นเป็นคนที่หมดแรงอยู่ตรงนี้

ส่วนเนื้อหาในส่วนใหม่คือ มันไม่สำคัญหรอก ว่าในอดีตชั้นจะรู้สึกยังไง ตอนนี้สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงแค่ความเจ็บปวดและความเศร้าเท่านั้น

บทสรุป เรื่องของ อาเว่ย

หลังจากที่ได้อ่านเอกสารในส่วนเนื้อเรื่องของอาเว่ยแล้ว ปรากฎว่า คนที่น่าสงสัยสารที่สุด คงจะหนีไม่พ้น อาเว่ยคนนี้เป็นแน่แท้ ที่ยังต้องทนอยู่กับความเจ็บปวด ทั้งเรื่องที่ไม่น่าจะมีความผิด เวลาที่หายไปในตอนติดคุก พ่อแม่ ที่ป่วยตายโดยไม่ได้ดูแล เพื่อนและคนรู้จักทั้งหลายที่หายไป (เพื่อนในสมัยเรียนน่าจะไม่มีใครคบกับอาเว่ยแล้ว เพราะน่าจะเข้าใจว่าอาเว่ยเป็นคนเปิดเผยรายชื่อทำให้คนอื่นๆต้องตาย) หรือแม้กระทั่งคุณครูที่เคารพเหมือนคนในครอบครัว สุดท้าย เรย์ ผู้หญิงที่แอบชอบ ที่จะต้องมารับผิดแทนเพื่อไม่ให้คนที่ตัวเองรักต้องได้รับโทษ ซึ่งสุดท้ายก็จะผูกคอตายอีก

เหมือนโชคชะตาเล่นตลกให้เด็กคนนึง ลืมตาตื่นมาอยู่ในสภาพคนแก่ แล้วไม่เหลือใคร ไม่เหลือคนที่รักหรือรู้จัก แถมด้วยความเจ็บปวด จากการได้รู้ความจริง เมื่อได้ออกมาสู่โลกภายนอกแล้ว…….

** เป็นที่น่าสังเกตว่า ทำไมอาเว่ย ที่ถูกจับตัวไป ตอนที่ยังเรียนอยู่ชั้น ม.ปลาย (คาดอายุน่าจะ 17-18) แต่ตอนออกมาจากคุกถึงกลายเป็นคนแก่ นั่นอาจจะเป็นเพราะ ถึงแม้ว่าจะถูกตัดสินจากศาลว่ามีโทษ 15 ปี แต่ด้วยสถานการณ์ในไต้หวัน ที่ยังไม่จบเรื่องกฎอัยการศึก จึงยังไม่ถูกปล่อยตัวออกมา หรือพูดง่ายๆว่า พวกทหารอาจจะคิดว่า คนที่คิดต่อต้านพวกนี้ อาจจะเป็นภัยในภายภาคหน้าได้ เลยไม่คิดจะปล่อยตัวออกมาอยู่แล้ว แต่ในที่สุด อาเว่ยถูกปล่อยตัวออกมาเพราะการประกาศกฎอัยการศึก ได้ถูกยกเลิกแล้วนั่นเอง (เช่นเดียวกับอัฐิของอ.หยินที่ต้องรอให้จบการประกาศกฎอัยการศึก ถึงจะสามารถเอาอัฐิกลับบ้านได้)**

Comments

comments

Related posts