The Evil Within 2

บทสรุป The Evil Within 2

กลับมาอีกครั้งกับเกมส์ The Evil Within 2 ซึ่งภาคนี้เป็นภาคที่สองแล้ว โดย บทสรุป เกมส์นี้จะเริ่มตั้งแต่ Chapter แรก ยันฉากจบเกมส์เลย ซึ่งจะมีทั้งหมด 17 ตอน (จะมีลิงค์ให้ด้านล่าง)

เนื้อเรื่องย่อ The Evil Within 2

เนื้อเรื่อง The Evil Within ในภาค 2 นี้ จะเป็นเหตุการณ์หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ที่โรงพยาบาลเบค่อน (ในภาคแรก) มาแล้ว 3 ปี เซบาสเตียนที่กลับมารับบทเป็นตัวเอกอีกครั้ง โดยหลังจากเกิดไฟไหม้บ้าน จนเป็นเหตุให้ลิลลี่ ลูกสาวของเซบาสเตียนตาย ก็ทำให้เค้าเกิดอาการเครียดจนต้องออกจากการเป็นตำรวจ แถมไมร่า ภรรยาของเค้าก็หายตัวไป

เรื่องเริ่มขึ้นจากที่เซบาสเตียนตื่นมาในร้านเหล้า ได้มาเจอกับคิดแมน (ที่เคยเป็นสายสืบฝึกหัดในกลุ่มของเซบาสเตียนในภาคแรก แต่หายตัวไป) ที่เข้ามาเปิดเผยกับเซบาสเตียนว่า เธอคือพวกขององค์กรโมเบียส และที่สำคัญลูกสาวของเซบาสเตียนยังไม่ตาย แต่ถูกพวกโมเบียสจัดฉาก เพื่อชิงตัวไปทดลอง

สาเหตุที่คิดแมนมาหาเซบาสเตียนก็เพราะ ลิลลี่ที่ถูกเอาไปทดลองระบบสเต็ม ดันหายตัวไป (หายไปในระบบสเต็ม) เลยอยากจะให้เซบาสเตียน คนที่เคยมีประสบการณ์การเข้าระบบสเต็มในภาคแรกมาแล้ว (เนื้อเรื่องในภาคแรก ก็คือระบบสเต็มที่ผิดพลาด เพราะดันเอาผู้ป่วยโรคจิตมาเป็นแกนกลางของระบบ) และยังเคยเป็นตำรวจที่มีฝีมืออีกด้วย

เมื่อเซบาสเตียนที่ได้รู้ว่าลูกสาวของตัวเองยังไม่ตาย ก็ได้ตกลงเข้าช่วยตามหาตัวลิลลี่ทันที โดยเมื่อเซบาสเตียนได้เข้าไปในเมืองยูเนี่ยน (เมืองที่ถูกจำลองขึ้นมาในระบบสเต็ม) ก็พบว่า เมืองนี้ผิดปกติแทบไม่ต่างอะไรจากเหตุการณ์ในภาคแรกเลย (แถมยังหนักกว่าเดิมด้วย)

ซึ่งเนื้อเรื่องหลักในเกมส์ The Evil Within 2 ก็จะเป็นการที่เซบาสเตียนที่จะพยายามฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ เพื่อตามหาตัวลิลลี่ ลูกสาวที่คิดว่าตายไปแล้วนั่นเอง แต่ยิ่งเซบาสเตียนพยายามตามหาลูกสาวมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งเจอข้อมูลต่างๆมากขึ้น จนสุดท้ายถึงได้รู้ความจริงเกี่ยวกับองค์กรโมเบียส รวมไปถึงวิธีที่จะล้มล้างองค์กรที่ชั่วร้ายนี้ให้ได้

บทสรุป The Evil Within 2

ระบบเกมส์

ระบบในเกมส์นี้ จะมีช่วงที่เอาระบบ Open World มาใช้ในบางช่วง (จริงๆก็จะเรียกว่า Open World ได้ไม่เต็มปากเพราะ เป็นพื้นที่เล็กๆ แถมยังโดนบล็อคทางให้ได้ไม่เยอะด้วย) แต่ด้วยผู้สร้างเกมส์ เป็นคนเดียวกับคนสร้างเกมส์สยองขวัญอย่าง Resident Evil หรือแม้กระทั่ง Fallout และ The Elder Scrolls จึงได้หยิบไอเดียจากหลายๆเกมส์มารวมกัน (เอาข้อดีของหลายเกมส์มารวมกัน) ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เกมส์มีความลงตัวมากขึ้นด้วย

สิ่งที่โดดเด่นมากที่สุดในเกมส์นี้ น่าจะเป็นเนื้อเรื่อง ที่เหมือนเราดูหนังสยองขวัญ ที่มีเหตุการณ์พีคแล้ว ยังมีพีคขึ้นไปอีก จนทำให้หลายๆคนที่ได้เล่นเกมส์นี้ ถึงกับรู้สึกว่า เกมส์มันจบเร็ว (เพราะเนื้อเรื่องที่ตื่นเต้นตลอด ไม่น่าเบื่อ) ขนาด Chapter สุดท้ายที่เซบาสเตียนสามารถปราบบอสของเกมส์ลงได้แล้ว (ยังมีเนื้อเรื่องต่ออีกตอน) ซึ่งเป็นการเอาตัวเซบาสเตียนและลิลลี่ออกมาจากระบบสเต็ม ยังมีเนื้อเรื่องที่น่าสนใจ และตื่นเต้นได้อีกด้วย

ลิงค์ บทสรุป The Evil Within 2 (แยกตาม Chapter)

  1. Into the Flame
  2. Something Not Quite Right
  3. Resonances
  4. Behind the Curtain
  5. Lying in Wait
  6. On the Hunt
  7. Lust for Art
  8. Premiere
  9. Another Evil
  10. Hidden from the Start
  11. Reconnecting
  12. Bottomless Pit
  13. Stronghold
  14. Burning the Altar
  15. The End of This World
  16. In Limbo
  17. A Way Out [END]

ด้านล่างนี้แถมนะครับ เป็นรีวิวจากเว็บแบไต๋ หากใครอยากอ่านเต็มๆ สามารถเข้าไปอ่านได้ที่นี่ครับ (รีวิว The Evil Within 2)

รีวิว The Evil Within 2

The Evil Within 2 เป็นเกมภาคต่อจากปี 2014 ซึ่งสร้างชื่อจากการกลับมาทำเกมแนวสยองของ มิคามิ ชินจิ ผู้ให้กำเนิดเกมซอมบี้ขึ้นหิ้งอย่าง Biohazard หรือ Resident Evil ภายหลังถูกอัปเปหิจาก Capcom แล้วหันมาซบ Bethesda Softworks ที่มีเกมสร้างชื่ออย่างตระกูล Fallout และ The Elder Scrolls เป็นต้น ซึ่งมิคามิก็ใส่ไอเดียสยอง ๆ ที่ไม่ได้ใช้ใน Resident Evil ผสมกับแนวเกมเพลย์ที่ทุกคนคุ้นดี มาสร้างเกมแนวเอาตัวรอด/สยองขวัญสั่นประสาทได้อย่างดี

แม้ภาคแรกจะไม่ออกมาเปรี้ยงปร้างสมการการรอคอยของแฟน ๆ ด้วยปัญหาหลายอย่างซึ่งส่วนใหญ่คือกราฟิกที่ไม่ถึงระดับเน็กซ์เจน ภาพที่ทำสัดส่วนแบบภาพยนตร์จนมีคาดดำปิดบนล่างตลอดการเล่น เป็นหลักนั่นเอง ส่วนด้านเนื้อหาในภาคแรกนั้นใครที่ตามมาเล่นเพราะเกมอย่าง Resident Evil นั้น น่าจะปวดกบาลพอควร เพราะว่ากันตามเนื้อผ้าเกมมันออกจะไปทางจิตวิทยา + มิติหลอนกับโลกจริง คล้าย ๆ เกมอย่าง Silent Hill เสียมากกว่า ส่วนด้านเกมเพลย์ก็นำมาจาก Resident Evil ผสมกับ Outlast ทำให้มีความหลากหลายในการเล่นขึ้นไม่ได้เน้นลุยยิงอย่าง Resident Evil ในภาค 4 5 6 แม้บรรยากาศบางฉากจะชวนให้นึกถึง Resident Evil 4 อยู่ไม่น้อยก็ตาม

ซึ่งการกลับมาในภาค 2 นี้เหมือนทีมงานจะปรับปรุงจากบทเรียนเดิมได้ดีทีเดียว

Comments

comments

Related posts